
พิมพ์เขียวการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของไทย มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย NDC 3.0 ที่ท้าทายด้วยการลดการปล่อยก๊าซแบบสัมบูรณ์ (Absolute Emission Reduction) ชูโรดแมปเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 74% และเริ่มหยุดใช้ถ่านหินในปี 2045 เพื่อปกป้องเศรษฐกิจไทยจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่อาจฉุด GDP ชาติฮวบ 1.5%
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว (Long-term Strategy) ของประเทศไทยในงาน TEGH Low Carbon Partnership Forum 2026 “Co-Creating a Low Carbon Future” ว่า การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยระบุว่าความท้าทายที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการเตรียมความพร้อมสำหรับ เป้าหมาย NDC 3.0 ในปี 2035 ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก
ดร.พิรุณ เน้นย้ำว่าเป้าหมาย NDC 3.0 มีความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากไทยจะเปลี่ยนจากการวัดผลเทียบกับกรณีปกติ (Business as Usual) มาเป็นการ ลดการปล่อยก๊าซแบบสัมบูรณ์ (Absolute Emission Reduction) เมื่อเทียบกับปีฐาน 2019 โดยประเทศไทยจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจาก 272 ล้านตัน ให้เหลือเพียง 152 ล้านตัน ภายในปี 2035
ซึ่งหมายถึงการต้องกำจัดการปล่อยก๊าซออกไปกว่า 120 ล้านตัน ผ่านกลไกใน 5 ภาคส่วนเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ พลังงาน การขนส่ง อุตสาหกรรม ของเสีย และการเกษตร ควบคู่ไปกับการเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติและการใช้เทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage)
โรดแมปพลังงานสะอาดและการปลดระวางถ่านหิน ในส่วนของภาคพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการปล่อยก๊าซ ประเทศไทยได้วางเส้นทางไว้อย่างชัดเจนดังนี้
การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้าอาจไม่ใช่คำตอบของความมั่นคงทางพลังงานอีกต่อไป แต่การใช้ประโยชน์จากแสงแดดและลมในประเทศจะช่วยสร้าง "งานสีเขียว" (Green Jobs) และดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ไทย
จากรางสู่ไร่นา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลกำลังผลักดันการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ ดังนี้
ดำเนินการ ไม่ใช่เพียงเพื่อทำตามพันธสัญญาโลก แต่เพื่อความอยู่รอดของเศรษฐกิจในประเทศ ดร.พิรุณ ชี้ให้เห็นว่าหากไม่เปลี่ยนโมเดลการพัฒนา ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น เช่น อุทกภัย อาจสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินสูงถึง 40,000 ล้านบาทต่อครั้ง และหากรวมความเสียหายทางเศรษฐกิจอื่นๆ อาจสูงถึง 100,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อ GDP ของประเทศถึง 1% - 1.5% ต่อปี การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจึงเป็นการปกป้องสังคมและเศรษฐกิจไทยจากความเสี่ยงในอนาคตอย่างยั่งยืน